วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

การเลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน

การเลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน

ระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับที่อยู่อาศัยทุกหลัง หากแม้ว่าบ้านไหนไม่มีไฟฟ้าใช้ก็คงยากลำบากเพราะสิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่รอบตัวเราจะต้องใช้พลังงานจากไฟฟ้าทั้งสิ้น แต่ไฟฟ้านอกจากจะมีประโยชน์ในหลายๆ ด้านแล้ว สิ่งที่เราควรคำนึงอีกประการก็คือ โทษของไฟฟ้า ที่แอบแฝงมาเป็นข่าวให้คุ้นหู เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟช๊อตไฟดูด เป็นต้น ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาในเรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ควรมีการวางระบบบริหารจัดการไฟฟ้า สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือ

ตู้ควบคุมไฟฟ้า หรือ อาจจะมีอีกหลายชื่อที่เรามักจะได้ยินกัน เช่น ตู้เมนไฟ ตู้คอนซูมเมอร์ยูนิต ตู้เบรกเกอร์ เป็นต้น ซึ่งหน้าที่หลักๆ ก็คือ เป็นจุดบริหารระบบไฟฟ้าภายในที่อยู่อาศัยนั้นเอง และเพิ่มความสวยงาม ความปลอดภัย
การเลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน


การเลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน มีคำแนะนำดังนั้น

- ประเภทเฟสไฟฟ้าที่ใช้งาน ที่อยู่อาศัยทั่วไปจะใช้ 2 เฟส ขนาดไฟฟ้า 10-15 แอมป์ หรือสูงกว่า แต่หากเป็นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่หรือบริษัทอาจจะใช้เป็นไฟฟ้าประเภท 3 เฟส ซึ่งช่องสำหรับใส่อุปกรณ์เบรกเกอร์จะมีขนาดต่างกัน หรือตู้ควบคุมไฟฟ้าบางยี่ห้อออกแบบมาสามารถรองรับได้ทั้ง 2 เฟสและ 3 เฟส
- ควรเลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าที่รองรับสายดิน ในปัจจุบันมาตรฐานระบบไฟฟ้าสำหรับการอยู่อาศัยและเต้ารับจะม่ีลักษณะเป็น 3 รู ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลต่อการขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าด้วย แต่ในปัจจุบันยังเป็นการอนุโลมให้ไม่ติดตั้งสายดินได้
- จำนวนช่องเสียบเบรกเกอร์ เราควรมีการออกแบบแบ่งส่วนพื้นที่การใช้งาน เช่น ห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ระบบแอร์ ระบบแสงสว่าง ระบบไฟฟ้านอกอาคาร เป็นต้น ก็จะทราบถึงขนาดตู้ควบคุมไฟฟ้าที่ต้องใช้งาน และช่องสำหรับเสียบเบรกเกอร์ บ้านโดยทั่วไปมักจะนิยมใช้งานขนาด 6 ช่อง
- ยี่ห้อของตู้ควบคุมไฟฟ้า กับ เบรกเกอร์ ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจผิดคิดว่าต้องซื้อยี่ห้อเดียวกันทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน นั้นจะใช้ต่างยี่ห้อกันก็ได้ โดยปกติแล้วจะมีจุดสังเกตุคือช่องเสียบตัวเบรกเกอร์ หากกรณีเบรกเกอร์เสียเราไม่แน่ใจก็สามารถถ่ายรูปตู้ควบคุมไฟฟ้าไปให้กับทางร้านที่จำหน่วยอุปกรณ์ดูก็ได้
การติดตั้งเบรกเกอร์ในตู้ควบคุมไฟฟ้า

กรณีที่มีคนประกาศขายบ้านมือสอง ขายบ้านพักตากอากาศ ขายบ้านติดทะเลหัวหิน คอนโดฯ อาคารชุดต่างๆ เป็นต้น ผู้ซื้อควรมีการสำรวจเรื่องของระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัย


วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

หลอดไฟในบ้าน

หลอดไฟในบ้าน

ตอนกลางวันมีความสว่างจากด้วยพระอาทิตย์ที่ถึงแม้ว่ามันจะแร๊งแรงๆๆๆ ร้อนขึ้นทุกวัน แต่เมื่อยามพระอาทิตย์อัสดงแลลับขอบฟ้า ความมืดมน เป็นสิ่งที่ทำให้เรากลัวและต้องหยุดกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราได้ ดังนั้นแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าจึงได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณกำลังจะสร้างที่อยู่อาศัย ซื้อคอนโดหัวหิน ต่อเติมบริเวณพื้นที่ที่ต้องการความสว่างมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ เราไม่ใช่ช่างไฟฟ้านี้แล้วจะทำอย่างไร ในวันนี้เรามีเกร็ดเล็กๆ มาแนะนำเป็นความรู้ในเรื่องของ หลอดไฟในบ้าน เป็นสิ่งง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้
หลอดไฟในบ้าน


หลอดไฟในบ้าน ควรใช้กี่วัตต์ 

- หลอดฟลูออเรสเซนต์ (fluorescent tube) หรือเรียก หลอดนีออน (neon lamp) หรือแบบวงกลม ควรใช้ขนาด 18 วัตต์ ขึ้นไป เปล่งแสงสีขาวนวล สีคูลไวท์ (Cool white)หรือ เปล่งแสงสีขาวฟ้า สีเดย์ไลท์ (Day light ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติตอนกลางวัน) ควรติดอย่างน้อย 2 หลอด เพื่อเพิ่มช่วงการกระพริบของแสงให้ถี่ขึ้น ในบริเวณที่ต้องการแสงมาก เช่น ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน เป็นต้น และสามารถติดหลอดไฟเพียงหลอดเดียวในพื้นที่เล็กๆ เช่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ บริเวณนอกบ้าน โรงจอดรถ เป็นต้น ข้อเสีย ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์ บัลลาสต์(Ballast) และ สตาร์ทเตอร์(Starter)

- หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ (Compact Fluorescent Lamp, CFL) หรือหลอดตะเกียบ  โดยส่วนใหญ่จะเป็นขั้วแบบหมุนเกลียว มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 7 วัตต์ ขึ้นไป นิยมใช้กับโคมไฟแบบเจาะบนฟ้า ไฟดาวน์ไลท์ โคมไฟนอกบ้าน ห้องน้ำ เป็นต้น

- หลอดไฟ LED (Light Emitting Diode) ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมาขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากให้แสงสว่างที่ใกล้เคียงกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่กินไฟน้อยกว่า สามารถต่อตรงกับไฟบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ บัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ หากเป็นหลอดเกลียวสามารถนำมาใช้เปลี่ยนหลอดไฟแบบเดิมได้ทันที
หลอดไฟในบ้าน แบบ LED


หลอดไฟในบ้าน ควรใช้แสงสีอะไร

หลอดไฟในบ้าน ควรใช้แสงสี สีเดย์ไลท์ (Day light) ที่จะให้ความสว่างใกล้เคียงเวลากลางวัน ส่วนบริเวณรอบนอกของบ้านสามารถใช้แสงสีคูลไวท์ (Cool white) หรือ สีวอร์มไวท์ (Warm white) ให้แสงสีแดงออกโทนส้ม เพื่อความสวยงามได้

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ผ้าม่านในบ้านแบบไหนดี

ผ้าม่านในบ้านแบบไหนดี

สำหรับคนรักบ้าน ผู้ที่มีบ้าน คอนโด หรือกำลังมองหา ซื้อบ้านโครงการใหม่ บ้านมือสอง ขายบ้านติดทะเลหัวหิน สำหรับพักผ่อน ก็ตาม ซึ่งภายในบ้านพื้นที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นผนังปูน จะมีพื้นที่เล็กที่อาจจะทำให้เรายุ่งกับมันและมองหาไอเดียไม่รู้จบอย่างหน้าต่าง ประตู หรือแม้แต่การกั้นพื้นที่ส่วนตัวชั่วคราวเล็กๆ แนวทางออกพื้นฐานในวันนี้คือ ผ้าม่าน ที่จะมาตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว แล้วเราจะเลือก ผ้าม่านในบ้านแบบไหนดี ให้เหมาะสมกับการใช้งานไว้เป็นไอเดียสำหรับคนรักการแต่งบ้าน ดังนี้
ผ้าม่านในบ้านแบบไหนดี

วิธีเลือก ผ้าม่านในบ้านแบบไหนดี

1) ควรใช้สีโทนอ่อนๆ สว่างๆ เนื่องจากสีจะช่วยลดความแข็งของพื้นที่โล่งหรือผนังปูน และการเลือกใช้สีสว่างๆ เช่น สีชมพูอ่อน สีครีม สีฟ้าอ่อน สีเหลือง หรือมีลวดลาย ลายลูกไม้ เป็นต้น
2) ควรเลือกชนิดวัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่การใช้งาน
- วัสดุที่ทำมาจากผ้า สามารถใช้ตกแต่งห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องทำงานได้ จะเป็นผ้าอย่างเดียวหรืออาจจะมีเคลือบวัสดุสังเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อใช้ลดความสกปรก กันความร้อนความชื้น เช่น ผ้าเคลือบสาร ไฟเบอร์ โพลีเอสเตอร์ เคลือบฟอยกันความร้อน เป็นต้น ซึ่งวัสดุผ้าจะเป็นผ้าม่านพื้นฐานทั่วไป หาง่าย ราคาถูก จะออกแบบให้มีสองชั้น คือแบบบางสำหรับลดแสงสว่างและชั้นที่สองคือแบบปิดทึบ การออกแบบพับเก็บหากต้องการราคาประหยัดควรใช้เป็นห่วง มากกว่าแบบสไลด์
- วัสดุโลหะ เหมาะสำหรับห้องครัวและห้องน้ำ เน้นทำความสะอาดได้ง่ายวัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก ไฟเบอร์ หรืออลูมิเนียม เป็นต้น
แบบผ้าม่าน
3) การเลือกชนิดราวแขวนผ้าม่าน หลักๆจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบห่วง วัสดุที่นำมาทำมีให้เลือกเป็น ไม้ พลาสติก โลหะ สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสม แบบสไสด์ จะมีลักษณะเป็นร่องรางทำจากพลาสติก หรือโหละอลูมิเนียม เป็นต้น จะมีราคาสูงกว่าแบบห่วงแต่อาจจะมีปัญหาในระยะยาวที่แก้ไขยากกว่าแบบห่วง
ผ้าม่านแบบห่วง
ผ้าม่านแบบสไลด์
การเลือกซื้อ ผ้าม่านในบ้านแบบไหนดี หากซื้อตามห้างที่เป็นวัสดุก่อสร้างอาจะไม่มีแบบให้เลือกมากนักไม่เหมือนร้านผ้าม่านโดยตรง แต่ในส่วนของรางจะมีแบบมาตราฐานซึ่งสามารถหาติดตั้งเองหรือซ่อมแซมเมื่อเกิดปัญหาได้

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี

เลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี

เลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี

เลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง ก็ตั้งหน้าตั้งตาประหยัดอดอ้อมเก็บเงิน เพื่อหวังไว้ว่าจะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกซื้อบ้านมือสอง เนื่องด้วยกำลังทรัพย์อันน้อยนิด และมองว่าวันๆ ใช้ชีวิตอยู่กับที่ทำงานซะส่วนใหญ่ ขอมีบ้านดีกว่าไปเช่าเขาอยู่ที่ต้องเสียเงินไปฟรีๆ ในแต่ละเดือน และเมื่อซื้อบ้านมาแล้วก็ต้องมีการรีโนเวทซ่อมแซมกันแน่นอน ผมโชคดีที่ได้บ้านราคาไม่แพงแถวลาดพร้าว 101 ซึ่งอยู่ในสภาพที่ดีจะต้องปรับปรุงเรื่องของฝ้าเพดานและสี เมื่อต้องการจะเปลี่ยนก็ต้องศึกษาข้อมูลตามแนวเด็กยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยี แต่หาข้อมูลเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยจะเจอการ เลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี ดังนั้นเลยเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ ดังนี้

วิธีเลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี

1) ฝ้ายิปซั่มแผ่นเรียบ พอถามช่างบอกว่าดี ในเรื่องของราคาถูก ไม่มีรอยต่อระหว่างแผ่น ใช้โครงอลูมิเนียมน้อย ทาสีได้สวยเรียบเนียน หรือหากต้องการออกแบบฝ้าเพดานให้มีลูกเล่นก็สามารถทำได้สวย มักจะนิยมใช้กันในพื้นที่บริเวณกว้าง หรือพื้นที่ที่ต้องการสร้างลูกเล่น เช่น ห้องประชุม ห้องรับแขก ห้องโถ่งกลางบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำเป็นร่องรูปสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม ฝ้ายิปซั่มแผ่นเรียบจะเพิ่มเติมในส่วนของฟอยกันความร้อน แบบทนไฟ และแบบเสริมกันความชื้น ราคาก็จะแพงขึ้นไป แต่มีข้อเสียคือ ไม่ทนความชื้น เพราะจะใช้กระดาษอัดกาว
ฝ้ายิปซั่มแผ่นเรียบ

2) ฝ้ายิปซั่มแบบแขวน มักจะนิยมใช้การตามบ้านทั่วไป เนื่องจากจะมีการพิมพ์ลวดลายตามแบบต่างๆ มีข้อเสียคือ สิ้นเปลืองโครงสร้างและการใช้ลวดแขวนอาจจะมีการหย่อนของลวดภายหลังและไม่เหมาะกับบ้านที่ติดแอร์จะทำให้ความเย็นผ่านได้ง่าย
ฝ้ายิปซั่มแบบแขวน

3) ฝ้าแบบสมาร์ทบอร์ด เป็นซีเมนต์อัดแน่น จะมีความคงทนสูง แต่มีน้ำหนักมาก และมีรอยต่อระหว่างแผ่น เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้น หากใคร ซื้อบ้านติดทะเลหัวหิน ซื้อคอนโดหัวหิน พัทยา ภูเก็ต หรือทางภาคตะวันออกและทางภาคใต้ ช่างรับเหมาจะแนะนำให้ใช้ ทนต่อลมแรงได้ดีและทนต่อน้ำฝน แต่ราคาก็สูงตามด้วย

วันนี้ก็เอาวิธี เลือกฝ้าเพดานแบบไหนดี มาฝากไว้เท่านี้ก่อนแล้วจะเอาเรื่องอื่นๆ มาเขียนแชร์ให้เพื่อนๆ อีก